Showing posts with label Human Evolution. Show all posts
Showing posts with label Human Evolution. Show all posts

ทำไมมนุษย์จึงไม่มีขน?

ความร้อนอาจเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมพวกขนของพวกเราจึงหายไปและมีลักษณะที่ตรงและบาง

ถ้าบรรพบุรุษของเราอาศัยอยู๋ในบางแห่งที่ร้อนมากๆ ตามทฤษฎีแล้ว มันอาจจะทำให้พวกเรารู้สึกอยากกำจัดขนออกหรือเริ่มมีเหงื่อออก

บางคนมีขนตามร่างกายมาก แต่มนุษย์ส่วนใหญ่มีขนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสภาวะอากาศที่ร้อน (ภาพจาก Getty Images)

การศึกษาวิจัยใหม่ๆสนับสนุนทฤษฎีที่ว่าความร้อนช่วยผลักดันมนุษย์ให้พัฒนาขึ้น โดยได้แสดงถึงกุญแจสำคัญของการร่อนเร่ของมนุษย์ในแอฟริกาตะวันออกซึ่งเป็นสถานที่ที่ร้อนจัดมากว่า 4 พันล้านปี

"มีบางสิ่งที่ยากจะเข้าใจ" Ben Passey ซึ่งเป็นนักธรณีเคมีของมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ใน Baltimore กล่าว "มันดูเหมาะสมที่จะพูดว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นข้อดีที่ได้มาจากการอยู่อาศัยในที่ร้อนกับสิ่งแวดล้อมแบบเปิดกว้าง แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆหรือเปล่า?"

เพื่อค้นหาคำตอบ Passey และเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยของเขาได้วิเคราะห์รายละเอียดของตัวอย่างดินจาก Turkana Basin ซึ่งเป็นอาณาเขตที่สามารถทำการศึกษาได้เป็นอย่างดีใน Kenya และ Ethiopia เพราะเป็นแหล่งรวมของฟอสซิลที่เกิดจากมนุษย์และมนุษย์โบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขากำลังค้นหาน้ำหนักของอะตอมของคาร์บอนและออกซิเจนซึ่งถูกเรียกว่าไอโซโทป (isotopes)

เมื่ออุณหภูมิลดลง เหล่าไอโซโทปที่หายากของคาร์บอนที่ถูกเรียกว่า คาร์บอน-13 มีแนวโน้มที่จะรวมตัวกับไอโซโทปที่หายากของออกซิเจนที่ถูกเรียกว่า ออกซิเจน-18 ในดินเหล่านี้ ความสัมพันธ์ของไอโซโทปจึงบอกได้ว่ากลุ่มก้อนที่พบในตัวอย่างเป็นจำนวนมากแสดงว่าตัวอย่างนั้นมีอุณหภูมิที่เย็นกว่า

ผลการวิเคราะห์ถูกเผยแพร่ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences แสดงให้เห็นว่าฝุ่นดินที่อยู่ใน Turkana Basin มีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 85 - 95 องศาฟาเรนไฮต์ มามากกว่า 4 พันล้านปี ซึ่งดินได้ดูดซับความร้อนจากอากาศ นั่นหมายความว่าเขตที่ศึกษานี้มีความร้อนสูงมาเป็นระยะเวลานานแล้ว

ปัจจุบันนี้ อุณหภูมิของอากาศใน Turkana Basin เกินกว่า 100 องศาฟาเรนไฮต์ Passey กล่าว ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เลวร้ายในช่วงปี ค.ศ. 70 อุณหภูมิอยู๋ในช่วงปานกลางระหว่างช่วงกลางปี ค.ศ. 80 ทั้งหมดในรอบปี พื้นดินกระจัดกระจายไปด้วยกอหญ้าและพุ่มไม้

"ความร้อนนี้ช่างเลวร้ายยิ่งนัก" เขากล่าว "คุณคงจะคิดว่า พระเจ้า มันร้อนขนาดนี้มนุษย์คงไม่สามารถเกิดการพัฒนาได้ที่นี่ มันควรจะต้องเป็นที่ที่เขี่ยวชอุ่มมากกว่านี้ ผลการวิเคราะห์ของพวกเราบอกว่าเป็นไปไม่ได้ มันร้อนเกินไป"

"ไม่มีคำถามที่ผลลัพธ์นั้นน่าสนใจ" นักมานุษยวิทยาแห่ง Harvard, Daniel Lieberman กล่าว ผู้ซึ่งศึกษาว่าทำไมร่างกายมนุษย์จึงเป็นเช่นปัจจุบัน

สำหรับบางสิ่ง บางจุดพวกเราพัฒนาความสามารถพิเศษเพื่อที่จะควบคุมอุณหภูมิของร่างกายเราในขณะวิ่ง ซึ่งอาจจะช่วยให้คนสามารถล่าเหยื่อในสภาวะที่ร้อนและแห้งแล้งได้ "ยิ่งร้อนมากขึ้น มนุษย์ยิ่งได้เปรียบมากกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะในขณะวิ่ง"

"ไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดว่าพวกเราคล่องแคล่วในขณะที่เหงื่อออกและขนของพวกเราสูญหายไปเมื่อใด" เขากล่าวเพิ่มเติม "แต่การวิจัยของเขาแสดงหลักฐานที่เด่นชัดว่าสภาพภูมิอากาศมีผลทำให้มนุษย์เกิดการปรับตัวอย่างมากซึ่งเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว"

ข้อมูลอ้างอิง

http://www.msnbc.msn.com/id/37640858/ns/technology_and_science-science

ส่วนหนึ่งของเราอาจมาจากมนุษย์ "นีอันเดอร์ทัล"

ภาพจำลองมนุษย์นีอันเดอร์ทัล (ภาพประกอบจาก American Museum of Natural History)

งานวิจัยชิ้นล่าสุดของทีมวิจัยนานาชาติ นำโดย "สวานเต ปาโบ" จากสถาบันวิวัฒนาการและมานุษยวิทยา แมกซ์ พลังก์ (Max Planck Institute for Evolutionary Anthropology) ที่เผยแพร่ในวารสารไซน์ (Science) ฉบับเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา เผยข้อมูลที่บอกให้เรารู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ยุคปัจจุบัน และเผ่าพันธุ์นีอันเดอร์ทัล

ริชาร์ด กรีน หนึ่งในทีมวิจัยถอดรหัสจีโนมนีอันเดอร์ทัล โชว์ฟอสซิลกะโหลกและ
กระดูกของมนุษย์นีอันเดอร์ทัล (ภาพประกอบจาก AFP)

ทีมวิจัยได้สกัดตัวอย่างดีเอ็นเอ จากโครงกะดูกมนุษย์นีอันเดอร์ทัลอายุ 4 หมื่นปี จำนวน 3 ร่าง ที่พบในถ้ำแห่งหนึ่งของประเทศโครเอเชีย และถอดรหัสจีโนมที่มีมากกว่า 3 ล้านรหัส (นิวคลีโอไทด์) และเมื่อเปรียบเทียบกับจีโนมของมนุษย์ยุคปัจจุบัน พบว่าชาวยุโรปและเอเชียมีจีโนมเหมือนนีอันเดอร์ทัลประมาณ 1-4%

ต้นกำเนิดนีอันเดอร์ทัล

ภาพแสดงเผ่าพันธุ์ต่างๆของมนุษย์

นีอันเดอร์ทัล หรือ โฮโม นีอันเดอร์ทัลเอนซิส (Homo neanderthalensis) คือมนุษย์สปีชีส์หนึ่งในสกุลโฮโม (Homo) ที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีวิวัฒนาการใกล้ชิดกับ โฮโม ซาเปียนส์ (Homo sapiens) สปีชีส์ของมนุษย์ยุคใหม่ หรือมนุษย์ยุคปัจจุบันมากที่สุด โดยมีบรรพบุรุษร่วมกันอยู่ในแอฟริกาเมื่อประมาณ 5 แสนปีก่อน

ฟอสซิลของนีอันเดอร์ทัลถูกพบครั้งแรกเมื่อปี 2372 ในเมือง Engis ประเทศเบลเยียม และต่อมาในปี 2391 พบฟอสซิลเพิ่มเติมอีกในเขตยิบรอลตาร์ ทว่าในขณะนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าโครงกระดูกมนุษย์โบราณที่พบนั้นเป็นมนุษย์ อีกสปีชีส์หนึ่งซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว กระทั่งการค้นพบฟอสซิล "นีอันเดอร์ทัล 1" (Neanderthal 1) อายุ 4 หมื่นปี ในประเทศเยอรมนี เมื่อปี 2399 และได้รับการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้เมื่อปี 2407 หลังจากนั้นก็มีการค้นพบฟอสซิลนีอันเดอร์ทัลเพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั้งใน ยุโรป และตะวันออกกลาง

ข้อสงสัยในต้นกำเนิดที่แท้จริง


จากหลักฐานการค้นพบซาก ดึกดำบรรพ์ทำให้เราทราบว่า ต้นตระกูลมนุษย์อย่างเราๆ ซึ่งก็คือมนุษย์โครมันยอง (Cro-Magnon) ในช่วงที่ได้เดินทางอพยพเขามาถึงยุโรป ก็ได้มีการบุกรุกเข้าไปในเขตของมนุษย์นีอันเดอร์ทัล ซึ่งได้อาศัยอยู่ทางตะวันตกของทวีปเอเชียเมื่อประมาณ 45,000 ปีมาแล้ว เมื่อเวลาผ่านมาเพียงแค่ 10,000-15,000 ปี เท่านั้นมนุษย์โครมันยองก็ได้แพร่กระจายไปจนทั่วยุโรปตะวันตกและในช่วงเลานี้เองที่มนุษย์นีอันเดอร์ทัล ได้สูญหายจากไปจากโลกใบนี้ คำถามที่ยังถกเถียงกันอยู่จากเหตุการณ์นี้ก็คือ มนุษย์ในยุคปัจจุบันมียีนของมนุษย์นีอันเดอร์ทัล หลงเหลืออยู่หรือไม่

ในปี 1998 ฝ่ายที่สนับสนุนและเชื่อว่ามีการผสมข้ามสายพันธุ์กันก็ชูประเด็น ในเรื่องการค้นพบโครงกระดูกเด็กผู้ชายในประเทศโปรตุเกส ซึ่งโครงกระดูกนี้มีลักษณะร่วมกันของมนุษย์โครมันยองและมนุษย์นีอันเดอร์ทัล และเมื่อทำการตรวจสอบอายุก็พบว่ามีอายุประมาณ 24,500 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์นีอันเดอร์ทัล ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว และแล้วสิ่งที่จะช่วยพิสูจน์ในเรื่องนี้ได้ก็น่าจะเป็นการพิสูจน์ดีเอ็นเอ แต่ก็ยังมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับทฤษฎีเกี่ยวกับการผสมข้ามพันธุ์ใน เรื่องนี้กันอยู่

มีการนำดีเอ็นเอในไมโทคอนเดรียของมนุษย์นีอันเดอร์ทัล และมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันมาเปรียบเทียบกันก็พบว่ามีความแตกต่างกัน อย่างชัดเจน แต่คนที่สนับสนุนทฤษฎีนี้ก็ยังเชื่อว่าระยะเวลา 30,000 ปีที่ผ่านมาของการวิวัฒนาการจะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของดีเอ็นเอเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นการเปรียบเทียบจริงๆ ควรทำการเปรียบเทียบดีเอ็นเอของทั้ง 3 กลุ่ม คือ มนุษย์ปัจจุบัน, นีอันเดอร์ทัล, และโครมันยอง

เมื่อเห็นพ้องต้องกันว่าต้องเปรียบเทียบดีเอ็นเอในไมโทคอนเดรียของทั้ง 3 กลุ่ม ต่อมาก็เลยทำการเปรียบเทียบดีเอ็นเอโดยนำดีเอ็นเอของชาวยุโรป 60 คน, ที่ไม่ใช่คนยุโรปอีก 20 คน, มนุษย์นีอันเดอร์ทัล 4 คน, มนุษย์โครมันยอง 3 คน (1 ตัวอย่างมาจากออสเตรเลีย มีอายุประมาณ 40,000 ปี และอีก 2 ตัวอย่างมาจากอิตาลี)

ผลการทดลองเปรียบเทียบพบว่าดีเอ็นเอในไมโทคอนเดรียของมนุษย์นีอันเดอร์ทัล จะแตกต่างจากมนุษย์ปัจจุบัน 23-28 คู่เบสต่อการทดสอบ 360 ครั้ง ซึ่งความแตกต่างเท่านี้ก็พอจะทำให้แยกมนุษย์ทั้ง 2 กลุ่มออกจากกันได้โดยเด็ดขาด แต่ดีเอ็นเอในไมโทคอนเดรียมนุษย์โครมันยองและมนุษย์ในยุคปัจจุบันกลับมีลักษณะที่คล้ายกันแยกออกจากกันได้ไม่ชัดเจน จากจุดนี้เองที่ทำให้ เกิดข้อคัดค้านว่ามนุษย์นีอันเดอร์ทัล ไม่ได้เป็นต้นตระกูลของมนุษย์ในปัจจุบัน

มีข้อโต้แย้งที่ว่า hominids (สิ่งมีชีวิตตระกูลคน ได้แก่ มนุษย์ และลิงไม่มีหาง) ทั้ง 2 สายพันธุ์ คือมนุษย์โครมันยองและมนุษย์นีอันเดอร์ทัล มาอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ติดต่อถึงกัน โดยธรรมชาติแล้วก็น่าจะมีการผสมข้ามสายพันธุ์กันเกิดขึ้น

แม้ว่ากำเนิดที่แท้จริงของมนุษย์ยุคปัจจุบันจะยังไม่กระจ่างชัด แต่จากหลักฐานฟอสซิลและหลักฐานทางพันธุศาสตร์ ทำให้ทฤษฎี "ออกจากแอฟริกา" (Out of Africa) ได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ มากกว่าทฤษฎีที่ว่า มนุษย์ยุคใหม่วิวัฒนาการขึ้นพร้อมๆ กันทั่วโลก (Multiregional)

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามนุษย์ยุคใหม่สืบเผ่าพันธุ์โดยตรงมาจาก ออ สเตรโลพิเทคัส แอฟริกานัส (Australopithecus africanus) ที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 2-3 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ โฮโม อีเรกตัส และต่อมาแตกสายวิวัฒนาการเป็น โฮโม นีอันเดอร์ทัล และ โฮโม ซาเปียนส์ ซึ่งเป็นสปีชีส์เดียวในสกุลโฮโมที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน

ข้อมูลอ้างอิง

http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000065820
http://www.ipst.ac.th/biology/Bio-Articles/mag-content15.html
http://nexian07.blogspot.com/

 

Translate

Followers